วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

Corporate Social Responsibility (CSR)

        Corporate Social Responsibility (CSR) หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งคือการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี
โดยรับผิดชอบสังคมและสิ่งเเวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ระดับของ CSR
  • ระดับ 1 Mandatory Level: ข้อกำหนดตามกฎหมาย หมายถึง การที่ธุรกิจมีหน้าที่ต้องปฎิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค, กฎหมายเเรงงาน, การจ่ายภาษี เป็นต้น
  • ระดับ 2 Elementary Level: ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หมายถึง การที่ธุรกิจคำนึงถึงความสามารถในการอยู่รอดและให้ผลตอบเเทนแก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งกำไรที่ได้นั้นต้องมิใช่กำไรซึ่งเกิดจากการเบียดเบียนสังคม
  • ระดับ 3 Preemptive Level: จรรยาบรรณทางธุรกิจ หมายถึง การที่ธุรกิจสามารถสร้างผลกำไรแก่ผู้ถือหุ้นได้ในอัตราที่เหมาะสม และผู้ประกอบธุรกิจได้ใส่ใจเพื่อให้ประโยชน์ตอบแทนเเก่สังคมมากขึ้น โดยเฉพาะสังคมใกล้ที่อยู่รอบข้างที่มีความคาดหวังว่าจะได้รับการดูเเล หรือเอาใจใส่จากผู้ประกอบธุรกิจ
  • ระดับ 4 Voluntary Level: ความสมัครใจ หมายถึง การดำเนินธุรกิจควบคู่กับการปฏิบัติตามเเนวทางของ CSR ด้วยความสมัครใจไม่ได้ถูกเรียกร้องจากสังคม ซึ่งการประกอบธุรกิจอยู่บนพื้นฐานของการมุ่งประโยชน์ของสังคมเป็นสำคัญ

   ทั้งนี้ ธุรกิจต้องดำเนินการตามเกณฑ์ในระดับ 1 เป็นอย่างน้อย ส่วนการดำเนินการในระดับต่อไปให้ขึ้นกับความพร้อมของแต่ละองค์กร โดยหลักสำคัญของการปฏิบัติตามเเนวทาง CSR ควรอยู่บนหลักพอประมาณที่ธุรกิจต้องไม่เบียดเบียนตนเอง และขณะเดียวกันก็ต้องไม่เบียดเบียนสังคม

ประเภทของ CSR

  • In process หมายถึง กิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสิ่งแวดล้อมขององค์กร เช่น การดูแลสวัสดิการพนักงาน, การผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม, ความรับผิดชอบต่อลูกค้า
  • After process หมายถึง กิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรโดยตรง เช่น การปลูกป่า, การบริจาคทุนการศึกษา,การรณรงค์สร้างจิตสำนึก, การช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  • As Process หมายถึง องค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยไม่มุ่งหวังผลกำไร เช่น มูลนิธิ หรือ สมาคมการกุศลต่างๆ
หลักแนวคิดของ CSR

         1. การกำกับดูเเลกิจการที่ดี
         2. การประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรม
         3. การเคารพสิทธิและการปฎิบัติต่อเเรงงานอย่างเป็นธรรม
         4. ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค
         5. การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม
         6. การดูเเลรักษาสิ่งเเวดล้อม
         7. การเผยเเพร่นวัตกรรมจากการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม
         8. การจัดทำรายงานด้านสังคมและสิ่งเเวดล้อม


ข้อมูลอ้างอิง
http://www.csrcom.com/csr

Green Technologies

        Green Technologies หรือเทคโนโลยีไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อมนั้น สืบเนื่องมาจากในปัจจุบันได้มีการตื่นตัวกันอย่างมากในเรื่องของการรักษาสภาพแวดล้อมให้กับโลก ซึ่งทั้งหมดนั้นก็เกิดมาจากผลการกระทำของมนุษย์เองไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม ดังนั้นลองมาดูกันว่าเทคโนโลยีด้านระบบไอทีนั้น มีเทคโนโลยีไหนหรือเทคโนโลยีของใครบ้างที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพแวดล้อมของโลก และรายละเอียดของการรักษาสภาพแวดล้อมภายในเทคโนโลยีนั้น ๆ มีอะไรบ้าง

        Green Technology หรือเทคโนโลยีสีเขียว เป็นวิวัฒนาการ วิธีการ และ อุปกรณ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการจัดการแก้ไขปรับแต่งให้การทำงานของผลิตภัณฑ์ไม่ให้เกิดปัญหาผลกระทบจากการใช้งานของอุปกรณ์ เรียกว่าจะช่วยให้การทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ สะอาดขึ้น ซึ่งเป้าหมายของการพัฒนานั้นได้เติบโตไปยังสิ่งต่าง ๆ ได้แก่
  • การสนับสนุน จะมีการประชุมเพื่อสร้างสังคมในอนาคตโดยปราศจากการเสียหาย การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
  • การออบแบบจากแหล่งกำเนิดไปยังแหล่งกำเนิด การใช้งานของสิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นวัฎจักรของผลิตภัณฑ์ โดยการสร้างผลิตภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้
  • การลดข้อมูล เป็นการลดทิ้งและมลพิษโดยการเปลี่ยนรูปแบบของการนำไปสร้างผลิตภัณฑ์และการบริโภค
  • พัฒนาสิ่งใหม่ ๆ เป็นการพัฒนาเพื่อเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการนำซากสัตว์มาเป็นเชื้อเพลิงหรือทางเคมี แต่ก็อาจทำให้สุขภาพและสภาพแวดล้อมเสียหายได้
  • ความสามารถในการดำรงชีวิต สร้างศูนย์กลางทางด้านเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ความเร็วในการพัฒนาและสร้างอาชีพใหม่เพื่อปกป้องโลก
  • พลังงาน ต้องรับรู้ข่าวสารทางด้านเทคโนโลยีสีเขียว รวมไปถึงการพัฒนาของเชื้อเพลิง ความหมายใหม่ของการกำเนิดพลังงาน และผลของพลังงาน
  • สภาพสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การค้นหาสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อค้นหาสิ่งที่บรรจุและวิธีที่ทำให้เกิดการกระทบกับสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด 

ข้อมูลอ้างอิง
http://www.mvt.co.th/viewnews.php?cid=3&nid=271&page=2

วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Packet switching และ Circuit switching



Packet Switching
         คือเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับการส่งข้อมูล โดยการแบ่งข้อมูลออกเป็นหลาย ๆ packet เพื่อให้มีขนาดเล็กลง แล้วจึงกระจายกันออกไปผ่านเครือข่ายในเส้นทางต่าง ๆ ด้วยความเร็วที่ต่างกัน เพราะ Packet Switching จะทำการหาเส้นทางที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางให้กับแต่ละ packet หากมี packet ใดผิดพลาดหรือไม่สามารถส่งต่อได้ ระบบก็จะทำการส่ง packet ดังกล่าวให้ใหม่ทันที และเมื่อข้อมูลทั้งหมดไปถึงผู้รับแล้ว คอมพิวเตอร์ที่เครื่องปลายทางจะจัดลำดับข้อมูลจาก packet ที่ได้รับให้ถูกต้อง

ประโยชน์ของ Packet Switching
         ประโยชน์ของ Packet Switching คือ มีความผิดพลาดในการรับส่งข้อมูลน้อยมาก สามารถจัดการแก้ไขปัญหาในเรื่องของความคับคั่งของการจราจรในเครือข่ายได้ และสามารถแบ่งปันเครือข่ายให้กับผู้ใช้จำนวนมาก ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี Packet Switching มาใช้กับเครื่อง ATM และระบบ GPRS บนโทรศัพท์มือถือ





Circuit switching
        เทคนิคในการสื่อสารข้อมูลจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง เมื่อมีการเชื่อมต่อกันแล้วจะติดต่อกันได้ตลอดเวลา ผู้อื่นจะแทรกเข้ามาไม่ได้เลย จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะปลดวงจรออก ตัวอย่างง่าย ๆ เช่นการติดต่อทางสายโทรศัพท์ เมื่อเริ่มพูดกันได้แล้ว คนอื่นจะต่อสายแทรกเข้ามาไม่ได้ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะวางหูลง (ปลดวงจร)

หลักการทำงาน

Packet switching
         1) เมื่อ สถานี A ต้องการส่งข้อมูลให้กับสถานีB จะมีการแบ่งข้อมูลออกเป็น Packet ย่อยก่อนจะถูก ส่งออกไป
         2) ส่งข้อมูลโดยใช้ชุมสาย PSE (Packet switching exchange) ควบคุมการรับส่ง
         3) ทำ Error control หรือ Flow Control ที่ PSE
         4) ด้านรับและด้านส่งมีอัตราความเร็วที่ไม่เท่ากันได้
         5) ใช้เทคนิค Store - and - Forward ในการส่งข้อมูล ผ่าน PSE 

  Circuit switching
         1) เมื่อสถานีA ต้องการส่งข้อมูลให้กับ สถานีB จะต้องมีการสร้างเส้นทางเสียก่อน
โดยที่ฝั่งที่รับข้อมูลจะต้องตอบว่าพร้อมรับข่าวสาร (Establishment/ Connection)
         2) เมื่อสร้างเส้นทางการส่งข้อมูลเรียบร้อย ตลอดเวลาของการสื่อสารจะใช้เส้นทางเดิมตลอด
และไม่มีบุคคลอื่นมาใช้เส้นทาง
         3) มีอัตราความเร็วในการส่งเท่ากันทั้งด้านรับและด้านส่ง
         4) มีการทำ Error Control และ Flow Control ทุกๆ ชุมสาย
         5) ในขณะทำการส่งข้อมูล ข้อมูลจะถูกส่งด้วยความเร็วคงที่ และไม่มีการหน่วงเวลา(Delay)
         6) เมื่อส่งข้อมูลเสร็จจะยกเลิกเส้นทางที่ได้เชื่อมต่อขึ้นมาเพื่อให้เครื่องอื่นได้ใช้เส้นทางได้

ข้อมูลอ้างอิง
http://www.comgeeks.net/packet-switching/ 

http://nooplemonic.exteen.com/20090706/circuit-switching-packet-switching

วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

SPSS


SPSS
        โปรแกรม SPSS (Statistical Package for the Social Science for Windows) เป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพสูง ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และการจัดการข้อมูลต่าง ๆ ผู้ใช้โปรแกรมสามารถวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติประเภทต่าง ๆ และแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลออกมาในรูปของตาราง หรือแผนภูมิชนิดต่าง ๆ ได้ทั้งแบบ ๒ มิติ และ ๓ มิติ การใช้งานโปรแกรมไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการประมวลผลข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำและรวดเร็ว แต่ก็ยังมีคนอยู่จำนวนไม่น้อยที่ยังมีแนวคิดที่ว่า การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS เป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้ความรู้ทางสถิติเป็นอย่างดีบ้าง โอกาสในการนำไปใช้ในการปฏิบัติงานค่อนข้างน้อยบ้าง แต่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากการใช้โปรแกรม SPSS ไม่จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานทางสถิติเป็นอย่างดีเสมอไป แต่ขอให้มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลด้วยสถิติเบื้องต้น เช่น ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้วการใช้งานโปรแกรม SPSS มักจะเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัย แต่ก็ไม่เสมอไป กล่าวคือ SPSS สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี เช่น การทำบัญชีและคำนวณรายรับรายจ่ายในครอบครัว ใช้สำหรับการวิเคราะห์เพื่อประเมินการปฏิบัติงานของบุคลากรในหน่วยงาน วิเคราะห์ทัศนคติ และความพึงพอใจต่อสิ่งต่าง ๆ นอกจากนี้ SPSS ยังสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร หรือบุคคลในระดับอื่น ๆ อยู่ที่ว่าจะรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลอ้างอิง
https://www.gotoknow.org/

PENTAHO


PENTAHO
        เป็น software แบบ Business Intelligence (BI) ที่นำมาช่วยในการวิเคาะห์ข้อมูลหลายๆฐานข้อมูล ออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น กราฟ, ตาราง หรือใบรายงานผล เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจที่กำลังที่จะดำเนินงานหรือดำเนินงานไปแล้วสามารถมองเห็นถึงข้อมูลที่ต้องการทราบว่าไปในทิศทางไหน เพื่อให้ผู้ใช้งานหรือธุรกิจนั้นๆ สามารถวางแผนการทำการตลาดได้แม่นยำมากขึ้นและมีข้อมูลที่สามารถใช้เป็นข้ออ้างอิงได้

ส่วนต่างๆ 3 ส่วน คือ 
        1. ส่วนของการทำ ETL (Extract, Transform and Load) เป็นส่วนของการเริ่มกระบวนการทั้งหมด คือการนำข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลหรือไฟล์ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น MySQL, Excel, Text File ฯลฯ มาปรับให้เป็นชุดข้อมูลในรูปแบบเดียวกัน
        2. ส่วนของ Data Warehouse เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากกระบวนการ ETL มาทำชุดข้อมูลในลักษณะของ Cube ข้อมูล
        3. ส่วนของ Output ซึ่งจะออกมาได้ทั้งในรูปแบบ OLAP, Reporting หรืออื่นๆ

เครื่องมือที่เริ่มต้นศึกษา
        1. Pentaho Data Integration เป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการ Transformation ฐานข้อมูลในหลายๆรูปแบบออกมาเป็นฐานข้อมูลกลุ่มก้อนเดียวกัน หรือก็คือเครื่องมือที่ช่วยในการทำส่วนของ ETL
        2. Pentaho Schema Workbench เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการ Design Data Warehouse
        3. Pentaho Business Intelligence Server เป็นตัวที่จะช่วยในการเป็น Server กลางที่จะทำให้ User ต่างๆสามารถเข้ามาดู Report หรือ Dashboard ต่างๆที่ได้ Upload ไว้บนตัว Pentaho Server
        4. Pentaho Report Design เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดทำ Report เป็นได้ทั้ง PDF, HTML, Excel, Text file และยังสามารถส่ง Report ที่ทำเสร็จขึ้น Pentaho Server ได้เลย
        5. Saiku Analytics เป็น Plug-in ของ Pentaho ซึ่งจะช่วยในการทำ OLAP

ข้อมูลอ้างอิง
http://www.itfinities.com/2017/01/pentaho.html

SaaS, PaaS, IaaS



        SaaS เป็นคำย่อมาจาก Software as a Service เป็นวิธีหนึ่งที่ผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้งานซอฟแวร์ (Software) ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เนต (Internet) โดยไม่ต้องทำการลงซอฟแวร์ (Install) และดูแลรักษา (Maintenance) อย่างเช่น การต้องมาคอยแบคอัพ (Backup) ข้อมูลป้องกันข้อมูลหาย เป็นต้น จะเห็นว่าแนวคิดบริการ SaaS นั้นจะทำให้ผู้ใช้เพียงแค่เชื่อมต่อเครือข่ายก็สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องสนใจความซับซ้อนภายในของซอฟแวร์ และยังไม่ต้องสนใจการดูแลรักษาฮาร์ดแวร์




        PaaS ย่อมาจาก Platform as a Service เป็นการเช่าฮาร์ดแวร์, operating systems, storage และ network capacity บน Internet ซึ่งเป็นรูปแบบการให้บริการโดยให้ลูกค้าเช่าเซิฟเวอร์เสมือน (virtualize servers)
        PaaS เป็นผลที่เกิดขึ้นจากแนวคิดของ Saas ที่กล่าวไว้ข้างต้น โดย Paas ก็มีข้อดีอยู่หลายอย่างสำหรับ Developers อย่างเช่นการปรับเปลี่ยน system features สามารถเปลี่ยนและอัพเกรดได้อย่างรวดเร็ว ทีมงานที่ทำงานกระจายกันออกไปก็สามารถทำงานร่วมกันบน software development projects เดียวกันได้อย่างสะดวกเพราะมันสามารถรับข้อมูลจากทั่วโลกได้อย่างไรพรมแดน แถมยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบด้วย




        IaaS ย่อมาจาก Infrastructure as a Service เป็นรูปแบบที่องค์กรใช้อุปกรณ์จาก outsource ที่คอยซัพพอร์ตการดำเนินการ รวมทั้ง Storage, Hardware, Servers และเครือข่าย ผู้ให้บริการจะเป็นเจ้าของอุปกรณ์และรับผิดชอบการทำงาน การบำรุงรักษา โดยผู้ใช้บริการก็เลือกจ่ายตามการใช้งานจริง

คุณลักษณะของ IaaS 

- Utility computing service and billing model.
- Automation of administrative tasks.
- Dynamic scaling.
- Desktop virtualization.
- Policy-based services.
- Internet connectivity.



ข้อมูลอ้างอิง
http://blog.bossturteam.com/

Big Data

Big Data
        คือการที่มีข้อมูลปริมาณมากๆ มากแค่ไหน อย่างน้อย ก็จะคุยกันในระดับ Tera Byte (TB) หรือ ระดับ Peta Byte (PB) ซึ่งก็คือ 1000 TB นั่นเอง โดยในระบบ Internet ในยุคที่ Social Media ที่เฟื่องฟู มีสารสนเทศเกิดขึ้นจำนวนมาก ทุกๆ คนสามารถที่จะพร้อมผลิตข้อมูล มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย พร้อมทั้ง อุปกรณ์ (Device) ที่มีจำนวนมากและยังมีอัตราการขยายตัวที่สูงอีกด้วย ทั้ง Smart Device ที่รองรับการเข้าถึง การใช้งาน ข้อมูลจำนวนมากๆ ได้อย่างง่ายดาย

Big Data ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
        Storage คือ การจัดเก็บข้อมูล นั่นคือเรื่อง Volume และ Variety
        Processing คือ การประมวลผล นั่นคือเรื่อง Volume และ Velocity
        Analytic คือ การวิเคราะห์ นั่นคือกระบวนการวิธีสำหรับเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกจาก 1 และ 2

1. Storage
        เนื่องจากข้อมูลนั้น ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนและไม่สามารถกำหนดได้เหมือนกับ RDBMS ดังนั้นเราจึงต้องการที่จัดเก็บแบบใหม่ แน่นอนว่า เทคโนโลยีที่มักได้ยิน หรือ ได้รับความนิยมสุด ๆ จะอยู่ภายใต้ชื่อ Hadoop ซึ่งสามารถแบ่งตามคุณลักษณะได้ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้ Distributed data ข้อมูลจะกระจายไปทำงานหลาย ๆ เครื่อง หรือ node Cluster computing กระบวนการทำงานของแต่ละ node จะอยู่ภายใต้ cluster ซึ่งเป็น software ที่เชื่อมแต่ละ node เข้าด้วยกัน เหมือนกับว่าทำงานอยู่ในเครื่อง หรือ ระบบเดียวกัน Massive parallel processing ระบบการประมวลผลภายใน cluster สามารถทำงานแบบขนานกันได้ ซึ่งช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น

2. Processing
        ข้อมูลจะไร้ค่าอย่างมาก ถ้าปราศจากการประมวลผลซึ่งมีรูปแบบการประมวลผล 2 แบบ คือ Batch เป็นการประมวลผลที่ใช้เวลานาน Streaming เป็นการประมวลผลแบบ real time ซึ่งในปัจจุบันจะพูดถึง Apache Spark อย่างมาก เนื่องจากสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเร็วกว่า Hadoop ประมาณ 10-100 เท่าเลย

 3. Analytic
        ข้อมูลในโลกของ Big Data นั้นไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาวิเคราะห์ ดังนั้น จึงต้องทำการแปลงข้อมูล ไปอยู่ในข้อมูลที่มีรูปแบบก่อนเสมอ

โดยเทคนิคในการวิเคราะห์ประกอบไปด้วย
- Data mining
- Predictive analytic
- Text analytic
- Video analytic
- Social media analytic
- Sentiment analytic
- Location analytic
- Machine learning

ข้อมูลอ้างอิง
http://www.9experttraining.com/
http://www.somkiat.cc/big-data-back-to-basic/

Data warehouse

Data Warehouse
         หมายถึง ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ขององค์กรหรือหน่วยงานหนึ่งๆ ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลระบบงานประจำวัน หรือเรียกอีกอย่างว่า Operational database และฐานข้อมูลอื่นภายนอกองค์กร หรือเรียกว่า External database โดยข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในคลังข้อมูลนั้น มีวัตถุประสงค์ในการนำมาใช้งาน และมีลักษณะของการจัดเก็บแตกต่างไปจากข้อมูลในฐานข้อมูลระบบงานอื่น การย้ายข้อมูลจากฐานข้อมูลปกติ เข้าไปไว้ใน Data Warehouse มีข้อดีหลายอย่าง เช่น ทำให้องค์กรหรือเจ้าของข้อมูล มีโอกาสได้ออกแบบรูปแบบการเก็บข้อมูลใหม่ ให้เหมาะสมกับการเรียกใช้มากยิ่งขึ้น ในงานเฉพาะด้าน และทำให้เหมาะสำหรับการนำไปใช้ช่วยในการตัดสินใจ หรือใช้ในงานวิเคราะห์ นอกจากนั้นระบบ Data Warehouse ยังรวมเอาข้อมูลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เข้ากับข้อมูลในอดีต เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน สามารถเรียกใช้งานได้จากอินเตอร์เฟสแบบ กราฟิกได้โดยตรง (GUI) พร้อมสำหรับการจัดการข้อมูลและนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ ข้อดีอีกข้อก็คือ ระบบ Data Warehouse ทำให้ผู้ใช้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง หรือเจ้าหน้าที่ทั่วไป สามารถเข้าถึง และเรียกใช้ฐานข้อมูลได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือ จากเจ้าหน้าที่ทางเทคนิกอีกต่อไป

จากรูปแสดงระดับของข้อมูล โดยลำดับจากฐานไปสู่ยอดสามเหลี่ยม จะเห็นได้ว่า ระดับข้อมูลระดับฐานนั้นเป็นข้อมูลวันต่อวัน (Transaction) ที่ได้จากการเก็บรวบรวมจากทุกส่วนขององค์กรที่เป็นหน่วยงานระดับปฏิบัติการ (Operation) เพื่อทำการจัดระบบเป็นหมวดหมู่ ให้สามารถเรียกใช้ได้ง่าย ซึ่งโดยทั่วไปเราเรียกว่า การจัดเก็บไว้เป็นรูปแบบ “ฐานข้อมูล (Database)” หลังจากผ่านกระบวนการแยกแยะ วิเคราะห์ สรุป แล้วจะนำไปเก็บไว้ในระบบข้อมูลที่สูงขึ้น นั่นคือ Data Warehouse  โดยข้อมูลใน Data Warehouse นี้ถือว่าเป็นข้อมูลที่มีระโยชน์ในเชิงกลยุทธ์ ในทางธุรกิจถือว่าเป็นระบบพื้นฐานที่คอยสนับสนุนระบบ “ธุรกิจอัจฉริยะ (Business Intelligent System)” ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถช่วยให้ผู้บริหารระดับกลาง และระดับสูงสามารถนำมาใช้ เพื่อการวางกลยุทธ์ สามารถช่วยในการพยากรณ์สถานการณ์ในอนาคต เพื่อการวางแผนการใช้ทรัพยากร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในด้านความมั่นคง ก็นำมาใช้เพื่อการวางกลยุทธ์ ในการตอบโต้ภัยคุกคาม อีกทั้งยังสามารถพยากรณ์รูปแบบภัยคุกคาม ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม การที่ Data Warehouse จะทำงานได้ตามที่กล่าวไว้ได้ดีหรือไม่นั้น ก็ต้องเกิดจากการรวบรวมข้อมูลที่ครบรอบด้าน ทุกมิติ และควรเก็บข้อมูลในอดีตที่ยาวนานเพียงพอ จึงจะทำให้การพยากรณ์แม่นยำ

ข้อมูลอ้างอิง
https://www.gotoknow.org/posts/452189

File system and Database system

ระบบแฟ้ม (File system) 
        หมายถึง กลุ่มของสารสนเทศที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ถูกใช้เพื่อควบคุมการเรียกใช้ และจัดเก็บข้อมูลภายในระบบ ระบบแฟ้มเป็นสิ่งที่ผู้ใช้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่มักไม่รู้ตัวเนื่องจากเป็นการอำนวยความสะดวกโดยระบบปฏิบัติการอย่างอัตโนมัติ ระบบแฟ้มเป็นฐานที่ทำให้เกิดการจัดการโปรแกรม และข้อมูลในทุกการดำเนินงานของระบบซอฟท์แวร์ที่เข้าควบคุมสื่อเก็บข้อมูล 

ระบบแฟ้มประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 
        1. รวมรวมแฟ้ม (Collection of Files) เก็บข้อมูลที่สัมพันธ์ให้ถูกอ้างอิงได้ในรูปแฟ้มข้อมูล 
        2. โครงสร้างแฟ้ม (Directory Structure) จัดการอำนวยการเข้าถึงแฟ้มและจัดกลุ่มอย่างเป็นระบบ 
        3. พาทิชัน (Partitions) ซึ่งแยกเป็นทางกายภาพ (Physically) หรือทางตรรก (Logically) ของระบบไดเรกทรอรี่ (Directory) โดยเนื้อหาในบทนี้จะกล่าวถึงแฟ้ม และโครงสร้างไดเรกทรอรี่ รวมถึงการป้องกันแฟ้ม จากการเข้าถึงในระบบ Multiple users และระบบ File sharing 

        วิธีการจัดเก็บข้อมูลที่ใช้กันใน OS ทุกตัวคือ จัดเก็บข้อมูลเป็นแฟ้มข้อมูลหรือไฟล์ (file) ไฟล์คือสิ่งที่บรรจุข้อมูล,โปรแกรมหรืออะไรก็ได้ที่ผู้ใช้ต้องการรวบรวมไว้เป็นชุดเดียวกัน การอ้างถึงไฟล์หรือข้อมูลต่าง ๆ ภายในไฟล์ของโปรแกรม จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับแอดเดรสของโปรแกรมใด ๆ ทั้งสิ้น OS มีโอเปอร์เรชั่นพิเศษที่เรียกว่า system call ไว้ให้โปรแกรมเรียกใช้ เพื่อให้สามารถจัดการงานที่เกี่ยวกับไฟล์


วิธีการจัดเก็บไฟล์ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปมี 3 วิธี
        1. เก็บเป็นไบต์เรียงกันไป UNIX เก็บไฟล์ในลักษณะนี้
        2. เก็บเป็นเรคคอร์ด เรคคอร์ดจะมีขนาดคงที่สามารถจะอ่านหรือเขียนที่เรคคอร์ดไหนก็ได้ แต่ไม่สามารถเพิ่มหรือลบเรคคอร์ดกลาง ๆ ได้ วิธีนี้ใช้ใน CP/M
        3. เก็บแบบต้นไม้หรือทรีของบล็อก (ในดิสก์) แต่ละบล็อกจะสามารถมี ก เรคคอร์ด แต่ละเรคคอร์ดจะมีคีย์ (key) เอาไว้ช่วยในการค้นหาเรคคอร์ด เรคคอร์ดสามารถเพิ่มหรือลบออกที่ใดก็ได้ ถ้ามีเรคคอร์ดถูกเพิ่มเข้าไปในบล็อกที่เต็มแล้ว บล็อกนั้นก็จะแยกออกเป็น 2 บล็อกใหม่ในทรีและจัดเรียงตามลำดับอักษร วิธีนี้ใช้บนเครื่องระดับเมนเฟรมหลายเครื่อง และเรียกว่า ISAM (indexed sequential access method)
 

 
ระบบฐานข้อมูล (Database System)

        คือ ระบบที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบมีความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่าง ๆ ที่ชัดเจน ในระบบฐานข้อมูลจะประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลหลายแฟ้มที่มีข้อมูล เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบและเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถใช้งานและดูแลรักษาป้องกันข้อมูลเหล่านี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีซอฟต์แวร์ที่เปรียบเสมือนสื่อกลางระหว่าง
ผู้ใช้และโปรแกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฐานข้อมูล เรียกว่า ระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ (data base management system)มีหน้าที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายสะดวกและมีประสิทธิภาพ การเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้อาจเป็นการสร้างฐานข้อมูล การแก้ไขฐานข้อมูล หรือการตั้งคำถามเพื่อให้ได้ข้อมูลมา โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างของฐานข้อมูล

ประโยชน์ของฐานข้อมูล
        1. ลดการเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อน ข้อมูลบางชุดที่อยู่ในรูปของแฟ้มข้อมูลอาจมีปรากฏอยู่หลาย ๆ แห่งเพราะมีผู้ใช้ข้อมูลชุดนี้หลายคน เมื่อใช้ระบบฐานข้อมูลแล้วจะช่วยให้ความซ้ำซ้อนของข้อมูลลดน้อยลง
        2. รักษาความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจากฐานข้อมูลมีเพียงฐานข้อมูลเดียว ในกรณีที่มีข้อมูลชุดเดียวกันปรากฏอยู่หลายแห่งในฐานข้อมูล ข้อมูลเหล่านี้จะต้องตรงกัน ถ้ามีการแก้ไขข้อมูลนี้ทุก ๆ แห่งที่ข้อมูลปรากฏอยู่จะแก้ไขให้ถูกต้องตามกันหมดโดยอัตโนมัติด้วย ระบบจัดการฐานข้อมูล

        3. การป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลทำได้อย่างสะดวก การป้องกันและรักษาความปลอดภัยกับข้อมูลระบบฐานข้อมูลจะให้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งก่อให้เกิดความปลอดภัย(security) ของข้อมูลด้วย

ข้อมูลอ้างอิง
http://www.thaiall.com/os/os08.htm
http://www.mindphp.com/