วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560

Carbon Footprint

คาร์บอน ฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)
คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เริ่มต้นตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน จนกระทั่งถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยทำการคำนวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่าต่อหน่วยผลิตภัณฑ์
สาเหตุของการเกิดสภาวะโลกร้อน สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งทั่วโลกได้พยายามแก้ปัญหาโดยการประชาสัมพันธ์ให้มีการแสดงข้อมูล คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) บนผลิตภัณฑ์ด้วย โดยจะมีฉลากคาร์บอน (Carbon Label) เพื่อเป็นข้อมูลช่วยในการตัดสินใจของผู้บริโภคในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพราะเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทีติดบนสินค้าหรือ ผลิตภัณฑ์ต่างๆนั้น เป็นการแสดงข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ทราบว่าตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์เหล่า นั้นมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณเท่าไหร่ ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการกำจัดเมื่อกลายเป็นของเสีย ซึ่งจะเป็นการสร้างความตระหนักและสร้างการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกเพื่อลดปัญหาโลกร้อน
             การวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ ใช้การประเมินวัฎจักรชีวิต (Life Cycle Assessment : LCA) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในการประเมินศักยภาพของการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สภาพบรรยากาศ (Climate Change Potential) ที่เป็นผลมาจากการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ รวมทั้งก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ โดยตลอดวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์และบริการ แสดงผลในเชิงปริมาณ คือ เทียบเท่ากับศักยภาพการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของก๊าซคาร์บอนได ออกไซต์เป็นกิโลกรัม (kg CO2 equivalent)
           การแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ นอกจากจะสร้างความตระหนักให้กับผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้ภาคการผลิตหาแนวทางการจัดการเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก และพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เป็นแนวทางพัฒนาไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society) ที่หลายประเทศกำหนดไว้ในนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
           จากการริเริ่มใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ครั้งแรกในอังกฤษ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2550 โดย คาร์บอนทรัสต์” (Carbon Trust) องค์กรเอกชนที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐ ปัจจุบันคาร์บอนฟุตพริ้นท์และฉลากคาร์บอนมีการพัฒนาและแพร่หลายแล้วในหลายประเทศ
            ในฝรั่งเศส มีนโยบายให้มีการแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์เป็นข้อบังคับทาง กฎหมายสำหรับสินค้าทุกประเภทภายในปี พ.ศ. 2554 ส่วนในแถบเอเชีย รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศนโยบายพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์และการติดฉลากคาร์บอนเป็นกลไกขับเคลื่อน
ส่วนในประเทศไทย การพัฒนาฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Label) ดำเนินงานโดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แล้ว 151 รายการ เช่น น้ำตาล ผงพลาสติคพีวีซี น้ำกะทิ น้ำนมถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์กลุ่มเฌอร่าบอร์ด ปูนซีเมนต์ เซรามิก ก๊อกน้ำ หลอดไฟ เป็นต้น
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงทำให้เห็นความสำคัญของ Carbon Footprint กันแล้ว และอีกไม่นานสินค้าที่ผลิตในประเทศเราก็จะมีฉลากตัวนี้แจ้งให้ผู้บริโภค อย่างเราทราบว่า เราควรจะทำอย่างไรที่จะใช้สินค้าอย่างให้ได้ประโยชน์สูงสุด ให้คุ้มค่ากับการสร้างคาร์บอนไดออกไซต์ออกมาให้กับโลกของเรา

cr. http://carbonfootprint.anamai.moph.go.th/News/View/93