วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560

Carbon Footprint

คาร์บอน ฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)
คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เริ่มต้นตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน จนกระทั่งถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยทำการคำนวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่าต่อหน่วยผลิตภัณฑ์
สาเหตุของการเกิดสภาวะโลกร้อน สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งทั่วโลกได้พยายามแก้ปัญหาโดยการประชาสัมพันธ์ให้มีการแสดงข้อมูล คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) บนผลิตภัณฑ์ด้วย โดยจะมีฉลากคาร์บอน (Carbon Label) เพื่อเป็นข้อมูลช่วยในการตัดสินใจของผู้บริโภคในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพราะเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทีติดบนสินค้าหรือ ผลิตภัณฑ์ต่างๆนั้น เป็นการแสดงข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ทราบว่าตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์เหล่า นั้นมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณเท่าไหร่ ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการกำจัดเมื่อกลายเป็นของเสีย ซึ่งจะเป็นการสร้างความตระหนักและสร้างการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกเพื่อลดปัญหาโลกร้อน
             การวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ ใช้การประเมินวัฎจักรชีวิต (Life Cycle Assessment : LCA) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในการประเมินศักยภาพของการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สภาพบรรยากาศ (Climate Change Potential) ที่เป็นผลมาจากการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ รวมทั้งก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ โดยตลอดวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์และบริการ แสดงผลในเชิงปริมาณ คือ เทียบเท่ากับศักยภาพการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของก๊าซคาร์บอนได ออกไซต์เป็นกิโลกรัม (kg CO2 equivalent)
           การแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ นอกจากจะสร้างความตระหนักให้กับผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้ภาคการผลิตหาแนวทางการจัดการเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก และพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เป็นแนวทางพัฒนาไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society) ที่หลายประเทศกำหนดไว้ในนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
           จากการริเริ่มใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ครั้งแรกในอังกฤษ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2550 โดย คาร์บอนทรัสต์” (Carbon Trust) องค์กรเอกชนที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐ ปัจจุบันคาร์บอนฟุตพริ้นท์และฉลากคาร์บอนมีการพัฒนาและแพร่หลายแล้วในหลายประเทศ
            ในฝรั่งเศส มีนโยบายให้มีการแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์เป็นข้อบังคับทาง กฎหมายสำหรับสินค้าทุกประเภทภายในปี พ.ศ. 2554 ส่วนในแถบเอเชีย รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศนโยบายพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์และการติดฉลากคาร์บอนเป็นกลไกขับเคลื่อน
ส่วนในประเทศไทย การพัฒนาฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Label) ดำเนินงานโดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แล้ว 151 รายการ เช่น น้ำตาล ผงพลาสติคพีวีซี น้ำกะทิ น้ำนมถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์กลุ่มเฌอร่าบอร์ด ปูนซีเมนต์ เซรามิก ก๊อกน้ำ หลอดไฟ เป็นต้น
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงทำให้เห็นความสำคัญของ Carbon Footprint กันแล้ว และอีกไม่นานสินค้าที่ผลิตในประเทศเราก็จะมีฉลากตัวนี้แจ้งให้ผู้บริโภค อย่างเราทราบว่า เราควรจะทำอย่างไรที่จะใช้สินค้าอย่างให้ได้ประโยชน์สูงสุด ให้คุ้มค่ากับการสร้างคาร์บอนไดออกไซต์ออกมาให้กับโลกของเรา

cr. http://carbonfootprint.anamai.moph.go.th/News/View/93


วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

AJAX และ SOAP


    AJAX ย่อมาจาก Asynchronous JavaScript and XML เป็นการนำเทคโนโลยีต่างๆมาทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้การใช้งานเว็ปเพจประหยัดและสะดวกขึ้น
    โดยปกติเมื่อ ผู้ใช้เข้าเว็ปหรือร้องขอข้อมูลจากทาง Sever จะต้องรอSeverประมวลเสร็จก่อนจึงจะส่งกลับมาแสดงผลบเว็ปเพจของผู้ใช้ จึงเกิดการ Refresh ใหม่ทุกครั้งที่ร้องขอข้อมูล จึงมาการนำ AJAX มาช่วยในการทำงานให้รวดเร็วขึ้นโดย AJAX สามารถลดการ Refresh ทำให้การแสดงผลนุ่มนวลขึ้น
    โดยหัวใจสำคัญในการทำงานของ AJAX คิอ XMLHttpRequest Object ซึ่งทำหน้าที่ขอข้อมูลทางฝั่งSever โดยข้อมูลที่ขอนั้นเป็นข้อมูลเล็กๆและใช้ JavaScript นำมาแสดงผลบนหน้าจอเดิม โดยไม่ต้อง Refresh หน้าจอใหม่

องค์ประกอบของ AJAX
-JavaScript
-Cascading Style Sheet(CSS)
-Document Object Model(DOM)
-XMLHttpRequest Object(XHR Object)

ข้อดี (สิ่งที่ทำให้เกิด Ajax)
    1. มี RIA technology คือ แอพพลิเคชั่นที่งานได้อย่างสมบูรณ์
    2. อุสาหกรรมที่มีการใช้ IT ต้องการ
    3. เป็น emerging (เทคโนโลยีที่เกิดขั้นมาและจำเป็นต้องใช้)
    4. ไม่จำเป็นต้องโหลดอะไรมาเพิ่ม หรือ plug-in อะไรเข้ามา ซึ่งจะใช้งานได้ก็ขึ้นอยู่กับ web browser ว่ารองรับรึปล่าว

 ข้อเสีย (อุปสรรค)
    1. browser บางตัวไม่ยอมรับ
    2. javaScript ยากในการ maintain และ debug

SOAP คืออะไร

     SOAP ย่อมาจาก Simple Object Access Protocol คือโปรโตคอลมาตรฐานที่ใช้ใน Web Services เป็นโพรโทคอล ( Protocol )ในการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันของ web services เป็นโพรโทคอลการสื่อสาร ในระดับ Application Layer หรือในระดับ แอปพลิเคชัน โดยอาศัยผ่านอินเทอร์เน็ตโพรโทคอล ซึ่งอาศัยรูปแบบของภาษา  XML ทำให้ Web services สามารถสื่อสารกันได้แม้ว่า จะอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์คนละเพลตฟอร์ม หรือพัฒนาด้วยภาษาโปรแกรมที่ต่างกันก็ตาม และนิยมใช้ HTTP เป็นโปรโตคอลร่วมสำหรับส่งผ่านข้อมูลบนระบบอินเตอร์เน็ต   SOAP ทำงานร่วมกับโพรโตคอลได้หลายชนิด เช่น HTTP, SMTP, FTP, IIOP เป็นต้น
     1.ผู้ขอใช้บริการ (Service Requester ) สร้าง SOAP Message เพื่อเรียกใช้บริการของ เว็บเซอร์วิส แล้วส่งผ่านโพรโตคอลเครือข่ายไปยังผู้ให้บริการ ในที่นี้ SOAP message ที่รับ-ส่งไปมานั้น อยู่ในรูปแบบ XML และต้องมีการแปลกลับมาอยู่ในรูปแบบที่โปรแกรมหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์เข้าใจ โดยมีโปรแกรมที่ทำหน้าที่แปลความหมายของเอกสาร XML คือ XML Parser
     2.ผู้ให้บริการ ( Service Provider ) ได้รับ SOAP Message จากผู้ขอใช้บริการ จากนั้น จึงแปลข้อความนั้นกลับมาอยู่ในรูปแบบที่เว็บเซิร์ฟเวอร์เข้าใจ แล้วตรวจสอบว่า ผู้ใช้บริการต้องการเรียกใช้ เว็บเซอร์วิส ชื่ออะไร เมธอดอะไร และส่งพารามิเตอร์อะไร มาด้วย จากนั้นจึงส่งไปให้แก่คอมโพเนนต์ที่ให้บริการ เว็บเซอร์วิส นั้นๆดำเนินการประมวลผล
     3.หลังจากคอมโพเนนต์ที่ให้บริการ เว็บเซอร์วิส ส่งผลลัพธ์กลับมาแล้วผู้ให้บริการก็จะสร้าง SOAP Message ที่มีผลลัพธ์นั้นออกมาด้วย แล้วจึงส่งผ่านทางโพรโตคอลเครือข่ายกลับคืนไปยังผู้ขอใช้บริการ
     4.ผู้ขอใช้บริการได้รับ SOAP Message ที่อยู่ในรูปแบบ XML จึงแปลข้อความนั้นกลับมาในรูปแบบที่โปรแกรมของผู้ขอใช้บริการเข้าใจแล้วนำผลลัพธ์ไปใช้งาน เช่น แสดงผล หรือไปทำอย่างอื่น แล้วแต่ว่ามีการเขียนโปรแกรมรองรับไว้ให้ทำอย่างไร
และจะมี SOAP Listener ทำหน้าที่คอยรับฟังว่ามีการเรียกใช้ เว็บเซอร์วิส จากผู้ใช้ การบริการของ เว็บเซอร์วิส แต่ละบริการจะมีไฟล์ SOAP Listener จำนวน 1 ไฟล์ เมื่อใดที่มีการเรียกใช้ เว็บเซอร์วิส ไฟล์โปรแกรมที่เป็น SOAP Listener ก็จะไปปลุกให้ เว็บเซอร์วิสทำงาน
    1.โพรโตคอล SOAP สามารถให้เราเรียกใช้คอมโพเนนต์ หรือ เว็บเซอร์วิส ข้ามเครื่อง ข้าม แพลตฟอร์มหรือข้ามภาษา ได้ โดยอาศัยโพรโตคอลที่มีอยู่เดิมในอินเทอร์เน็ต อย่าง HTTP
    2.โครงสร้างข้อมูลของ SOAP เป็นรูปแบบข้อความที่สื่อสารกันด้วยภาษา XML ซึ่งมีลักษณะเป็นข้อความธรรมดาๆปิดล้อมด้วยแท็ค ทำให้เข้าใจได้ในทุกแพลตฟอร์ม
    3.โพรโตคอล SOAP สามารถทำงานผ่านระบบไฟล์วอลล์ ได้ง่ายเนื่องจาก SOAP ทำงานอยู่กับ โพรโตคอล HTTP ซึ่งโดยธรรมชาติของไฟล์วอลล์ จะเปิดให้การสื่อสารด้วย HTTP ผ่านได้อย่างสะดวก
    4.SOAP สนับสนุนจากหลายค่าย เช่น  IBM, MS , SUN

จากภาพ อธิบายได้ดังนี้
   1.ผู้ขอใช้บริการ (Service Requester ) สร้าง SOAP Message เพื่อเรียกใช้บริการของ เว็บเซอร์วิส แล้วส่งผ่านโพรโตคอลเครือข่ายไปยังผู้ให้บริการ ในที่นี้ SOAP message ที่รับ-ส่งไปมานั้น อยู่ในรูปแบบ XML และต้องมีการแปลกลับมาอยู่ในรูปแบบที่โปรแกรมหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์เข้าใจ โดยมีโปรแกรมที่ทำหน้าที่แปลความหมายของเอกสาร XML คือ XML Parser
   2.ผู้ให้บริการ ( Service Provider ) ได้รับ SOAP Message จากผู้ขอใช้บริการ จากนั้น จึงแปลข้อความนั้นกลับมาอยู่ในรูปแบบที่เว็บเซิร์ฟเวอร์เข้าใจ แล้วตรวจสอบว่า ผู้ใช้บริการต้องการเรียกใช้ เว็บเซอร์วิส ชื่ออะไร เมธอดอะไร และส่งพารามิเตอร์อะไร มาด้วย จากนั้นจึงส่งไปให้แก่คอมโพเนนต์ที่ให้บริการ เว็บเซอร์วิส นั้นๆดำเนินการประมวลผล
   3.หลังจากคอมโพเนนต์ที่ให้บริการ เว็บเซอร์วิส ส่งผลลัพธ์กลับมาแล้วผู้ให้บริการก็จะสร้าง SOAP Message ที่มีผลลัพธ์นั้นออกมาด้วย แล้วจึงส่งผ่านทางโพรโตคอลเครือข่ายกลับคืนไปยังผู้ขอใช้บริการ
   4.ผู้ขอใช้บริการได้รับ SOAP Message ที่อยู่ในรูปแบบ XML จึงแปลข้อความนั้นกลับมาในรูปแบบที่โปรแกรมของผู้ขอใช้บริการเข้าใจแล้วนำผลลัพธ์ไปใช้งาน เช่น แสดงผล หรือไปทำอย่างอื่น แล้วแต่ว่ามีการเขียนโปรแกรมรองรับไว้ให้ทำอย่างไร
และจะมี SOAP Listener ทำหน้าที่คอยรับฟังว่ามีการเรียกใช้ เว็บเซอร์วิส จากผู้ใช้ การบริการของ เว็บเซอร์วิส แต่ละบริการจะมีไฟล์ SOAP Listener จำนวน 1 ไฟล์ เมื่อใดที่มีการเรียกใช้ เว็บเซอร์วิส ไฟล์โปรแกรมที่เป็น SOAP Listener ก็จะไปปลุกให้ เว็บเซอร์วิสทำงาน

ข้อดีของการใช้โพรโตคอล SOAP
    1.โพรโตคอล SOAP สามารถให้เราเรียกใช้คอมโพเนนต์ หรือ เว็บเซอร์วิส ข้ามเครื่อง ข้าม แพลตฟอร์มหรือข้ามภาษา ได้ โดยอาศัยโพรโตคอลที่มีอยู่เดิมในอินเทอร์เน็ต อย่าง HTTP
    2.โครงสร้างข้อมูลของ SOAP เป็นรูปแบบข้อความที่สื่อสารกันด้วยภาษา XML ซึ่งมีลักษณะเป็นข้อความธรรมดาๆปิดล้อมด้วยแท็ค ทำให้เข้าใจได้ในทุกแพลตฟอร์ม
    3.โพรโตคอล SOAP สามารถทำงานผ่านระบบไฟล์วอลล์ ได้ง่ายเนื่องจาก SOAP ทำงานอยู่กับ โพรโตคอล HTTP ซึ่งโดยธรรมชาติของไฟล์วอลล์ จะเปิดให้การสื่อสารด้วย HTTP ผ่านได้อย่างสะดวก
    4.SOAP สนับสนุนจากหลายค่าย เช่น  IBM, MS , SUN


 ข้อเสียของการใช้โพรโตคอล SOAP
    1.เนื่องจากลักษณะของ SOAP message เป็นเอกสาร XML ทำให้เสียเวลาในการแปลกลับมาเป็นรูปแบบที่โปรแกรมเข้าใจ
    2.ในกรณีที่ SOAP ทำงานอยู่กับโพรโตคอล HTTP ซึ่งมีสมรรถนะในการรับ-ส่งข้อมูลต่ำกว่าโพรโตคอล DCOM, RMI, หรือ IIOP จึงทำให้โพรโตคอล SOAP มีอัตราการรับ-ส่งข้อมูลต่ำ

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

ทําความรู้จักกับ 9 สิ่ง ในโลกของ IT

ทําความรู้จักกับ 9 สิ่ง ในโลกของ IT

1. CDMA


           CDMA ย่อมาจาก Code Division Multiple Access คือเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายด้วยระบบดิจิตอล ได้รับการคิดค้นและพัฒนาโดยบริษัท Qualcomm ซึ่งระบบซีดีเอ็มเอนี้ เป็นการสื่อสารกันด้วยสัญญาณที่เข้ารหัสไว้แล้ว ซึ่งจะมีเพียงเครื่องส่งและเครื่องรับเท่านั้นที่จะสามารถถอดรหัสสัญญาณดังกล่าวได้ หรือเปรียบเสมือนการพูดภาษาที่จะเข้าใจเฉพาะผู้ส่งและผู้รับเท่านั่น โดยจะทำหน้าที่แปลงคำพูดเป็นข้อมูลแบบดิจิตอล และส่งผ่านข้อมูลในรูปของสัญญาณวิทยุไปบนเครือข่ายไร้สาย 

cr. http://www.mindphp.com/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD/73-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/2176-cdma-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.html


2. WCDMA (Wideband Code Division Multiple Access)
         WCDMA เป็นเทคโนโลยี CDMA ที่มีข้อกำหนดตามข้อตกลงที่กำหนดของ ITU และเป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการในชื่อว่า IMT-2000 WCDMA เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารระบบไร้สายในยุคที่ 3 มีประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแบบไร้สายผ่านโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไร้สายความเร็วสูง โดยมีประสิทธิภาพการทำงานเหนือกว่าเทคโนโลยีทั่วไป เป็นอุตสาหกรรมโทรศัพท์ไร้สาย ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดและมีความสลับซับซ้อนของ Air Interface ผู้วิจารณ์ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า WCDMA จะเป็นเทคโนโลยีจะเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 Air Interface ของ W-CDMA เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 ได้จัดเตรียมการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ของผู้ใช้งานกับโครงข่ายหลัก 

cr. http://computer-ibot.blogspot.com/2010/08/wcdma.html

3. WiMax 


         WiMax เป็นชื่อเรียกเทคโนโลยีไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดที่คาดหมายกันว่า จะถูกนำมาใช้งานในอนาคต อันใกล้นี้ โดย WiMax เป็นชื่อย่อของ Worldwide Interoperability for Microwave Access ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่ถูก พัฒนาขึ้นมาบนมาตรฐาน IEEE 802.16 ซึ่งต่อมา ก็ได้พัฒนามาตรฐาน IEEE 802.16a ขึ้น โดยได้อนุมัติออกมาเมื่อเดือนมกราคม 2004 โดยสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) ซึ่งมีรัศมีทำการที่ 30 ไมล์ หรือเป็นระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร ซึ่งนั่นหมายความว่า WiMax สามารถ ให้บริการครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G มากถึง 10 เท่า ยิ่งกว่านั้นก็ยังมีอัตราความเร็วในการส่งผ่าน ข้อมูลสูงสุดถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ซึ่งเร็วกว่า 3G ถึง 30 เท่าทีเดียว

cr. http://www.vcharkarn.com/varticle/17798

4. Six sigma 
         Six sigma เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นในการลดความผิดพลาด ลดความสูญเปล่า และลดการแก้ไขตัวชิ้นงาน และสอนให้พนักงานรู้แนวทางในการทำธุรกิจอย่างมีหลักการ และจะไม่พยายามจัดการกับปัญหาแต่จะพยายามกำจัดปัญหาทิ้ง Six sigma จะดีที่สุดเมื่อทุกคนในองค์การร่วมมือกันตั้งแต่ CEO ไปจนถึงบุคลากรทั่วไปในองค์การ ซึ่ง Six sigma เป็นการรวมกันระหว่างอานุภาพแห่งคน (Power of people) และอานุภาพแห่งกระบวนการ (Process Power) ซึ่งถ้าตัว Six sigma มีค่าสูงหรือมีความผันแปรมากขึ้นเท่าไร ก็เปรียบเสมือนมีการทำข้อผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งโอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดตัวนี้เรียกว่า DPMO (Defects Per Million Opportunities)

cr. http://club.sanook.com/28455/six-sigma-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B3-six-sigma-%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89/


5. Phishing และ Pharming
         การวางเหยื่อล่อที่แฮกเกอร์นำมาตบตาสำหรับผู้ที่ชอบใช้บริการ E-Banking หรือแม้แต่ชอปปิ้งออนไลน์ทั่วโลกนั้น ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมักจะอยู่ที่ความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้ใช้บริการประเภทนี้มากจนเกินไปแน่นอนว่ารวมถึงขาดการสังเกตในสิ่งรอบตัวด้วย แฮกเกอร์ใหม่ยอมลงทุนเสียเวลาทำเว็บปลอมให้เหมือนของจริงมากที่สุด ซึ่งเป็นการลงทุนลงแรงที่ได้ผลตอบรับดีเสียด้วย เพราะสามารถหลอกลวงให้เหยื่อมาติดกับได้หลายคน เมื่อแฮกเกอร์ทำเว็บปลอมได้เหมือนขนาดนี้ เราจะรู้ได้อย่างว่าอันไหนคือของจริงกันแน่ วิธีตรวจสอบก็ไม่ยากครับโดยหลักการของ Phishing  และ Pharming  มีจุดประสงค์ต้องการข้อมูลส่วนตัวของคุณเป็นหลัก ดังนั้นหน้าเว็บที่ทำปลอมขึ้นมาจะพยายามให้คุณกรอกข้อมูลให้มากที่สุด โดยเฉพาะพาสส์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับบัตรเครดิต หรือข้อมูลที่จะช่วยให้แฮกเกอร์สามารถสั่งโอนเงินจากบัญชีของคุณได้ หากไม่แน่ใจจริง ๆ ให้คุณติดต่อกับทางธนาคารโดยตรงเลยว่ามีการขอข้อมูลแบบนี้ผ่านเว็บไซต์จริง ๆ หรือไม่

cr. https://www.gotoknow.org/posts/105205

6. Software  Piracy(การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์)

         คือ  การทำซ้ำหรือดัดแปลง  การเผยแพร่ซอฟต์แวร์ต่อสาธารณะชน  การให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนาซอฟต์แวร์  ตลอดจนการแสวงหากำไรจากซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายตามค่าลิขสิทธิ์ที่กำหนดไว้

cr. https://lovetal1112.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-2/

7. Cracking(การปลดล็อคหรือเข้ารหัสซอฟต์เเวร์)
         Crack คือการเจาะระบบข้อมูลเหมือนกัน แต่มีเจตนาที่จะสร้างความเสียหายแก่ข้อมูลต้นฉบับโดยตรง หรือโปรแกรมที่จะเข้าไปแก้ไข ในส่วนของการตั้งเวลาหมดอายุใช้งาน หรือทำให้ใช้งาน function ต่าง ๆ ได้ วิธีการ crack ส่วนใหญ่จะเหมือน ๆ กันคือให้ copy ไฟล์ crack ไปใส่ไว้ใน Folder เดียวกันกับที่เก็บโปรแกรม และเรียกใช้ จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนครับ บางโปรแกรมก็อาจจะต้องเรียกใช้ไฟล์ crack แทนไฟล์เดิมของโปรแกรมนั้นแทน หรืออ่านรายละเอียดวิธีการใช้งานจากไฟล์ Readme.txt ที่มีมาให้ด้วย
         โดยการใช้โปรแกรมเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายพรบ.คอมพิวเตอร์ เพราะเป็นการทำให้โปรแกรมที่มีลิขสิทธิ์นั้นสามารถใช้งานได้ โดยไม่ผ่านกระบวนการซื้อขายกับเจ้าของลิขสิทธิ์


8.  Hacking(เปลี่ยนเเปลงข้อมูลต้นฉบับ)
          hacking คือการกระทำของ hacker โดยมีเจตนาที่จะลอกเลียนหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลต้นฉบับ การ hacking จะไม่มีการสร้างความเสียหายกับข้อมูลตัวหลักครับ เพียงแต่ต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนั้นให้แสดงผลตามใจตนเท่านั้น


9. White Hacker / Black Hacker



          แฮกเกอร์หมวกขาว (White Hat Hacker)
                       อันนี้เป็นสายคุณธรรมที่มีความเชี่ยวชาญในการเจาะระบบ เพื่อหาจุดอ่อนและวางระบบป้องกัน ซึ่งส่วนใหญ่แฮกเกอร์สายนี้จะถูกว่าจ้างโดยบริษัท หรือหน่วยงานของรัฐบาล แฮกเกอร์หมวกขาวที่ดังๆ ก็คือ Tsutomu Shimomura ผู้ที่เคยร่วมมือกับ FBI ไล่จับสุดยอดแฮกเกอร์ของโลกมาแล้ว แถมยังเขียนหนังสือชื่อ TakeDown ก่อนจะถูกนำไปทำเป็นหนังอีกด้วย

         แฮกเกอร์หมวกดำ (Black Hat Hacker) 
                        สายมืดหม่นที่คอยเจาะระบบอย่างผิดกฎหมาย พร้อมกับสร้างความเสียหายให้เกิดในระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ เรียกว่าพยายามทำทุกวิถีทางให้ระบบพังพินาศ ทั้งแบบทำเพื่อเงิน และทำเล่นสนุกๆ แฮกเกอร์ตัวแสบๆ ในสายนี้มีมากมาย แต่เราขอยกให้ Robert Tappan Morris คนแรกที่สร้างเวิร์ม (Worm) ขึ้นมาป่วนระบบ โดย MorrisWorm ของเขาได้ทำลายคอมพิวเตอร์ไปมากกว่า 6,000 เครื่องทั่วโลก

cr. http://tech.mthai.com/it-news/48283.html